บทที่ 10 พิชาเริ่มงานที่บริษัทของสามีวันแรก

รถจอดที่อาคารสำนักงานอีกฝั่ง พิชญาลงจากรถโดยไม่กล่าวลาแม้แต่คำเดียว เมื่อเดินเข้ามาถึงวราธิกุลกรุ๊ป เธอจึงพบว่าขนาดของบริษัทใหญ่กว่าที่เคยเห็นจากภายนอกหลายเท่า พนักงานเดินกันขวักไขว่ตั้งแต่เช้า บรรยากาศเป็นระบบจนสัมผัสได้ถึงความเข้มงวดของผู้บริหาร

ฝ่ายบุคคลพาเธอขึ้นไปยังฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ตำแหน่งที่ได้รับไม่ใช่ผู้บริหาร ไม่ใช่ผู้ช่วยกรรมการ และไม่มีสิทธิพิเศษใด ๆ เธอเป็นเพียงพนักงานโครงการคนหนึ่งที่ต้องเริ่มเรียนรู้งานตั้งแต่พื้นฐาน

พิชญากลับพอใจเสียด้วยซ้ำ อย่างน้อยตรงนี้ เธอสามารถพิสูจน์ตัวเองโดยไม่ต้องใช้คำว่า “ภรรยาอชิระ”

“คุณพิชญาใช่ไหมครับ” เสียงผู้ชายจากด้านข้างทำให้เธอหันไป ชายหนุ่มรูปร่างสูงในชุดสูทสีเทายิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนยื่นมือมา “ศรุตภัทรครับ”

ชื่อดังกล่าวคุ้นหูจากข้อมูลที่มธุรสเคยเล่า พิชญาจับมือเขาตามมารยาท “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

“จริง ๆ ผมเคยเห็นคุณแล้วตอนงานสินค้าสี่ภาค เพียงแต่วันนั้นไม่ได้แนะนำตัว” ศรุตภัทรปรายตามองเธออย่างมีนัย ก่อนลดเสียงลง “ยินดีด้วยนะครับ”

พิชญารู้ทันว่าเขาหมายถึงอะไร จึงยิ้มบาง “ขอบคุณค่ะ แต่ที่นี่ขอให้ฉันเป็นแค่พนักงานคนหนึ่งก็พอ”

“ผมเข้าใจ” เขาพยักหน้า “ถ้าอชิระใช้งานหนักเกินไป บอกผมได้”

“คุณช่วยได้หรือคะ”

ศรุตภัทรหัวเราะ “ไม่ได้ครับ แต่ช่วยหัวเราะเป็นเพื่อนได้”

พิชญาหลุดหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เช้า ไม่รู้เลยว่าบนชั้นผู้บริหาร อชิระซึ่งกำลังเดินผ่านกระจกที่มองลงมายังพื้นที่ทำงานด้านล่างจะเห็นภาพนั้นพอดี

ชายหนุ่มหยุดฝีเท้า สายตาจับอยู่ตรงมือของศรุตภัทรที่แตะเบา ๆ บนพนักเก้าอี้ข้างพิชญาขณะอธิบายงานบางอย่าง ความสนิทสนมที่ในความจริงไม่มีอะไร กลับทำให้คิ้วเข้มขมวดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เลขาที่เดินตามมาถามอย่างระมัดระวัง “คุณอชิระคะ มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“ไม่มี” เขาตอบสั้น ๆ แล้วเดินต่อ แต่สีหน้ากลับเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา อีเมลฉบับหนึ่งก็ส่งตรงมายังเครื่องของพิชญา

From: Achira Warathikul

Subject: Market Expansion Analysis

Deadline: 17.00 วันนี้

หญิงสาวเปิดไฟล์แนบแล้วแทบอยากหัวเราะ ข้อมูลตลาดต่างประเทศกว่าสองร้อยหน้า พร้อมคำสั่งให้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการขยายตลาดสามประเทศภายในเย็นวันเดียว

เธอรู้ทันทีว่าใครกำลังกลั่นแกล้ง

ศรุตภัทรเดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี ถึงกับเลิกคิ้ว “วันนี้เลยหรือครับ?”

“ค่ะ”

“ปกติงานนี้ทีมหนึ่งใช้เวลาตั้งสามวัน”

พิชญาหันไปมองกระจกห้องผู้บริหารชั้นบน แม้จะมองไม่เห็นคนด้านใน แต่เธอก็เดาได้ว่าเจ้าของคำสั่งคงกำลังรอดูว่าเธอจะยอมแพ้เมื่อไร

มุมปากหญิงสาวยกขึ้นช้า ๆ

“งั้นวันนี้ฉันจะทำให้เสร็จค่ะ”

“แน่ใจนะครับ?”

“แน่ใจมากค่ะ”

เพราะหากอชิระคิดว่าจะใช้เรื่องงานบีบให้เธอร้องไห้แล้ววิ่งกลับบ้าน เขาคงยังรู้จักพิชญาน้อยเกินไป ตลอดทั้งวันเธอแทบไม่ลุกจากโต๊ะ นอกจากไปเข้าห้องน้ำกับซื้อกาแฟหนึ่งแก้ว จนกระทั่งสี่โมงสี่สิบแปดนาที รายงานฉบับสมบูรณ์ก็ถูกส่งขึ้นระบบ สิบสองนาทีเร็วกว่ากำหนด

พิชญาเอนหลังด้วยความเหนื่อยล้า แล้วเพิ่งสังเกตว่ามีข้อความสั้นจาก

อชิระส่งกลับมา ขึ้นมาหาผม ไม่มีคำชม ไม่มีคำบอกว่ารายงานผ่าน

มีเพียงคำสั่งสี่คำ

หญิงสาวลุกขึ้นหยิบแฟ้ม ก่อนเดินตรงไปยังลิฟต์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยไม่รู้เลยว่าเหตุผลที่อชิระเรียกขึ้นไปนั้น ไม่ได้มีเพียงเรื่องงาน

เพราะตลอดบ่ายที่ผ่านมา เขาเห็นศรุตภัทรเดินมาที่โต๊ะของเธอถึงสามครั้ง และครั้งล่าสุด พิชญายังยิ้มให้เพื่อนของเขาอีกด้วย

ประตูห้องทำงานปิดลงเบื้องหลังพิชญา หญิงสาวเดินเข้ามาหยุดหน้าโต๊ะแล้ววางแฟ้มลงตรงหน้าเขา “รายงานที่คุณสั่งค่ะ ส่งก่อนเวลาสิบสองนาที ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันจะกลับไปทำงานต่อ”

อชิระไม่ได้เปิดแฟ้ม เขากลับเงยหน้ามองเธอนิ่ง “วันนี้ดูสนิทกับศรุตดีนะ”

พิชญาขมวดคิ้ว “คุณเรียกฉันขึ้นมาเพราะเรื่องนี้หรือ?”

“ผมเห็นเขามาหาคุณหลายรอบ”

“เขามาสอนงานค่ะ หรือคุณไม่รู้ว่าเพื่อนตัวเองทำอะไรอยู่”

“แล้วต้องยิ้มหวานให้กันขนาดนั้น?”

หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมาอย่างเหลือเชื่อ “คุณอชิระคะ ถ้าจะจับผิดกันขนาดนี้ ครั้งหน้าคุณติดกล้องไว้ที่โต๊ะฉันเลยไหม” 

“อ้อ อีกอย่าง คุณศรุตเขาดูเป็นคนดี น่าสนใจค่ะ สมควรได้รับยิ้มหวานๆจากฉัน”

คำประชดทำให้แววตาชายหนุ่มเย็นลง แต่ไฟในใจกลับลุกโชน เขาลุกจากเก้าอี้ เดินอ้อมโต๊ะเข้ามาหา ขณะที่พิชญาถอยออกหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ “คุณจะทำอะไร”

“เมื่อเช้ายังบอกว่าไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีสามี ตอนบ่ายกลับคุยถูกคอกับผู้ชายคนอื่น”

“นั่นมันเรื่องของฉัน”

“แต่ตอนนี้คุณเป็นเมียผม”

“เมียตามสัญญา...!”

ถ้อยคำนั้นเหมือนกระแทกบางอย่างในใจเขา อชิระคว้าข้อมือเธอไว้ ก่อนที่พิชญาจะทันตั้งตัว ริมฝีปากของเขาก็กดลงมาอย่างฉับพลัน

หญิงสาวตกใจจนตัวแข็ง ก่อนสติจะกลับคืนมา เธอดิ้นขัดขืน ผลักอกเขาและเบือนหน้าหนี ทว่าเมื่ออีกฝ่ายผ่อนแรงลง ความสับสนจากแรงดึงดูดที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอดกลับเล่นงานเข้าอย่างจัง มือที่เคยผลักเขาชะงักอยู่ตรงอกกว้าง และในเสี้ยววินาทีหนึ่ง พิชญากลับเผลอตอบรับสัมผัสนั้นโดยไม่ทันคิด

อชิระเป็นฝ่ายหยุดก่อน เขาถอยออกไปเพียงนิด ดวงตาคมมองเธอด้วยแววเยาะหยัน “ที่แท้ก็ไม่เห็นจะต่อต้านจริงสักเท่าไร”

พิชญายังไม่ทันตั้งหลัก คำต่อมาก็ฟาดลงมาอย่างเจ็บแสบ

“ร่านกว่าที่ผมคิด”

ดวงตาของหญิงสาววูบไหว ความเจ็บแล่นขึ้นมาถึงอก แต่เธอกลืนมันลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนยกมือจัดเสื้อของตัวเองให้เรียบร้อย แล้วเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มหวานเสียจนคนมองต้องขมวดคิ้ว

“ขอบคุณที่ชมค่ะ”

อชิระนิ่งไป

พิชญาเอียงหน้าเล็กน้อย “อย่าลืมสิคะ ฉันเรียนเมืองนอกนะ แค่จูบ...” เธอจงใจเว้นจังหวะ ก่อนยิ้มเชิด “ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอะไรหรอกค่ะ”

พูดจบก็หยิบแฟ้มเปล่ากลับมา ก้าวผ่านเขาไปอย่างสง่างาม แล้วเปิดประตูเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับมามองอีก

ทันทีที่ประตูปิด สีหน้าของอชิระก็เปลี่ยนไป กรามแกร่งขบแน่น ดวงตาคมจับจ้องประตูราวกับอยากมองทะลุออกไปถึงผู้หญิงปากดีที่เพิ่งทิ้งคำพูดไว้เผาอารมณ์เขา “ไม่รู้สึกอะไรอย่างนั้นหรือ...” เขาหัวเราะในลำคออย่างไร้อารมณ์ ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองเวลา อีกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นก็เลิกงาน คืนนี้พวกเขายังต้องกลับบ้านหลังเดียวกัน และเรื่องเมื่อครู่นี้...ยังไม่จบง่าย ๆ แน่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป